7/7/7 วันดีๆ ที่ตลาดน้ำอัมพวา
หลังจากได้ยินได้ฟังเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าได้เที่ยวตลาดน้ำอัมพวา เฉกเช่นการหนีร้อนจากเมืองหลวงไปพักผ่อนให้เย็นกายสบายใจกับชุมชนวิถีชีวิตแบบชาวบ้านริมคลองนั้น ช่างช่วยจุดไฟในตัวให้กระชุ่มกระชวยกระปรี้กระเปร่าได้เสียเหลือเกิน...(เวอร์จังเลย.. จริงๆ แล้วได้ยินได้ฟังอ่านจากเว็บนั่นแหละ ก็อยากไปเหลือเกิน แต่อาทิตย์ก่อนนู้นตัวเองป่วย อาทิตย์ที่แล้วคู่หูเปื่อย อาทิตย์นี้เลยได้ฤกษ์)
แล้วก็เป็นฤกษ์ดีที่ไม่ได้ตั้งใจเลย ว่าจะได้ออกเดินทาง วันที่ 7 เดือน 7 ปี 07 7/7/7 เท่จริงๆ
วันเสาร์ที่ 7 ก.ค. ข้าพเจ้าเข้าโรงงานก่อนด้วยความขยันและไม่ละทิ้งการงาน (ถ้าหัวหน้าเข้ามาอ่านก็โปรดรู้ไว้ด้วย แต่มันเปิดเน็ตเป็นรึเปล่าเนี่ย อิอิ) ได้เวลาครึ่งวัน ออกจากโรงงานราว 12.00 น. แวะกินข้าวเก็บกระเป๋า และออกเดินทางกันจริงๆ จังๆ คงนับเป็น 13.30 น.
ระหว่างทางก็เปิดวิทยุฟังไป ได้ข่าวว่าชาวยุโรปเขาให้ความสำคัญกับวันนี้มากมายเหลือเกิน ก็เรียกได้ว่าเป็นวันมหาฤกษ์กันทีเดียว
สำหรับเราก็คงเป็นวันที่ดีๆ เนื่องจาก"ฟลุค" จองห้องพักได้ ซึ่งจองยากเย็นเหลือเกิน อาทิตย์ที่แล้วเสี่ยงจองก็ได้รับแจ้งว่าเต็ม อาทิตย์นี้จองก่อนเพียง 1 สัปดาห์ เจ้าของโฮมสเตย์บอกว่าให้โทรมาอีกครั้งพรุ่งนี้ สุดท้ายโชคก็เป็นของเรา
และแล้วก็ได้พักที่ "เรือนสบาย" โฮมสเตย์น่ารักๆ ริมตลาดน้ำอัมพวา
ระหว่างทางขับมา ก็หวั่นๆ ว่าฝนจะตก เพราะฟ้าฝนก็มืดมัวแถมยังตกใส่เม็ดใหญ่ เกือบถอดใจระหว่างทาง แต่เมื่อมาถึงตลาดน้ำอัมพวาราวๆ 16.00 น. ความกังวลก็หมดไป เมื่อพื้นถนนที่เปียกนิดๆ ทำให้รู้ว่า "มันตกไปหมดแล้ว" และอากาศก็เย็นสบายไม่ร้อนอบอ้าว..
เข้าห้องพักด้วยดีใจ ถามพี่จักรเจ้าของบ้านก็บอกว่า เต็มไปจนถึงเดือนกันยา ที่เราจองได้น่ะโชคจริงๆ ดูหน้าตาบ้านสิ น่ารักจริงๆ เชียว ใครนั่งเรือผ่านมาก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "น่ารักจังเลย" ((บ้านนะ))

หลังจากเข้าบ้านเก็บกระเป๋า เตรียมกล้องแล้วก็ออกตะลุยตลาดน้ำ..
คนเยอะมากๆๆๆๆ บ้างก็มาเดินเที่ยวชื่นชมวิถีชาวบ้าน บ้างก็มาสรรหาของกินราคาถูกๆ (อร่อยบ้างไม่ได้เรื่องบ้าง) แต่นี่คนยังน้อย เพราะฝนลงเม็ดเล็กๆ ให้เย็นชื่นใจ เคยดูจากเว็บต่างๆ คนเยอะกว่านี้อีก
นั่งกันตรงบันไดท่าเรือ สั่งของกิน วางกินกับพื่น คนกินเสร็จก็ยกเท้าข้ามของกินไป ถ้าเป็นที่อื่นคงมีโวยวาย แต่เป็นที่นี่ ตลาดน้ำอัมพวา ทุกๆ อย่างก็เลยเป็นชาวบ้านและติดดินจริงๆ
ไม่ลืมส่งโปสการ์ดให้ตัวเอง ที่นี่หัวศิลป์ไม่น้อย ภาพสวยๆ นำมาทำเป็นไปรษณียบัตรพร้อมส่งให้คนรู้ใจ..
เขียนโปสการ์ดแทนไดอารี่ ก่อนจะซื้อตั๋วชมหิ่งห้อย คนละ 60 บาท (ตอนแรกก็ว่าแพง แต่หลังจากจบทริปชมหิ่งห้อยถึงได้รู้ว่าไม่แพงเลย) นี่ออกเดินทางล่ะ เริ่มขึ้นเรือตั้งแต่ 18.30 น. ล่องชมกลางแม่น้ำแม่กลองไปเรื่อยๆ ชมวิถีชีวิตชาวบ้าน และ หิ่งห้อยตัวน้อย (พยายามถ่ายแต่ไม่ติด แสงหิ่งห้อยน้อยหรือจะสู้แสงแฟลช)
ชมหิ่งห้อยเสร็จราวๆ 20.30 น. ถือว่าสุดคุ้ม จึงเดินเล่นอีกนิดหน่อยและรีบกลับที่พัก เพื่อเตรียมตัวตื่นแต่เช้ามาใส่บาตร ตอน 6 โมงเช้า...
ใส่บาตรเสร็จ กินอาหารเช้า จิบน้ำเต้าหู้ และซัดข้าวตัม ก็ออกไปขี่จักรยานดูนั่นดูนี่อีกเล็กน้อย (เล็กน้อยจริงๆ แค่ขี่ออกไป 3 กม. ไปดูอุทยาน ร.2, และก็ขี่วนออกถนนใหญ่ลัดสวนและไปขึ้นเรือข้ามฟาก เพื่อขี่ไปอีกเกือบ 10 กม. ไปวัดบางกุ้ง...พี่จักรนะพี่จักร เล่นเอาปวดก้นไปเลย)

ขึ้นเรือข้ามฟาก แวะคุยกับคุณป้าใจดีที่ช่วยชีวิตเราไว้ก่อนเดินทางกลับ
คุณป้าใจดี จอดเรือให้ข้ามฟาก คนละ 3 บาทเอง ตอนแรกยังคุยกับเพื่อนเลย
ฉัน "ทำไมถูกจังวะ แค่ 3 บาท"
เพื่อน "นั่นสิ อุ๊ย ดูป้ายสิ มีเขียนบอกไว้ด้วยว่า ผู้โดยสารโปรดทราบ จ่ายสดงดเชื่อเบื่อทวง"
ฉัน "โห แค่นี้ยังจะเชื่อกันอีกเหรอ ใครไม่มีปัญญาจ่ายก็บ้าแล้ว"
เพื่อน "นั่นสิ" ว่าแล้วชีก็เดินไปนั่งข้างๆ ป้าอย่างเป็นมิตรและคุยนั่นคุยนี่ตามสไตล์คนพูดมาก (อย่างฉันไม่ทำแน่)
เพื่อน "คุณป้าคะ ถ้าหนูข้ามฟากไปแล้ว แล้วเวลาหนูจะกลับ หนูจะบอกเค้าว่ามาท่าอะไรคะ"
คุณป้า "จะไปบอกใครล่ะ"
เพื่อน "ก็บอกคนขับเรือว่าจะมาท่านี้ยังไงน่ะค่ะ"
คุณป้า "แล้วเธอจะไปบอกใคร ก็ป้านี่แหละขับ"
เพื่อน "....."
สรุปว่า เรือข้ามฟากมีลำเดียวไง คุณป้าแกขับไปขับกลับทั้งวัน ไม่ต้องถามหรอกว่าจะไปท่าไหน เพราะมีอยู่ 2 ท่า แป่วๆๆๆๆๆ

ฉัน "เออ ตลกดีว่ะ" (นั่งฟังเพื่อนคุยกับคุณป้า ระหว่างข้ามฟาก ซึ่งรอบนี้มีแค่เราเท่านั้น หารู้ไม่ว่านรกกำลังมาเยือน)

ลงจากเรือเสร็จ ก็ขี่จักรยานปั่นไปเรื่อยๆ ราวๆ 10 กม. ก็ถึงวัดบางกุ้ง (เล่นเอาเหนื่อยเลย)

ดั้นด้นมาจนถึงที่เพื่อมาดู 1 ใน unseenthailand "โบสถ์ในต้นไม้"

กำลังตัดสินใจจะควักเงินเพื่อบูชาดอกไม้ธูปเทียนเพื่อสักการะหลวงพ่อ จับกระเป๋าตัวเอง
"อ้าว กระเป๋าเงินล่ะ!!!!" มือที่หยิบดอกไม้รีบวางลงด้วยสีหน้าซีดเผือด
"ขอโทษค่ะ ไม่บูชาแล้ว ลืมกระเป๋า) บอกว่าคุณป้าคนขายดอกไม้ไปเช่นนั้น ในใจยังคงกังวลว่า ไปลืมไว้ที่ไหนวะ
ด้วยความไม่สบายใจ เลยเข้าไปกราบหลวงพ่อ เพื่อขอพร ให้เจอกระเป๋า ก็ไหว้เฉยๆ และเสี่ยงทาย "คว่ำอันหงายอัน" ถ้าสิ่งที่ขอเป็นจริง ให้คว่ำอันหงายอัน และแล้วก็คิดว่าน่าจะเป็นจริง เมื่อเสียงทายแล้วผลออกมา 2 ใน 3 ครั้ง -------
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้ความหวังและความสบายใจให้กับมนุษย์ผู้ทุกข์ยากได้เสมอ และรวมถึงฉันในคราวนี้ด้วย

ขี่จักรยานกลับด้วยสีหน้าครุ่นคิดตลอดทาง ไปลืมไว้ที่ไหนวะ อยู่ในห้องรึเปล่า ตะกี้ยังควักเงินค่าเรือเลย...
เพื่อน "เออ แล้วมีเงินจ่ายค่าเรือรึเปล่า"
ฉัน "เออว่ะ.. ห้ามเชื่อด้วยนะเว้ย" ล้วงกระเป๋าทั้งซ้ายทั้งขวามีแค่ 2 บาทเอง
เพื่อน "เออ เค้ามีติดกระเป๋าอีก 14 บาท"
ฉัน "เออ ยังดีๆ"
---------นี่ไง เหตุผลที่คนเค้าเชื่อ เค้าถึงแปะโป้ง ไม่ใช่เพราะไม่มี แต่บางทีมันก็ลืมกันได้------
มาจนถึงท่าเรือ ขึ้นเรือข้ามฟากด้วยสีหน้าจ๋อยๆ
คุณป้า "อ้าว ทำไมไวจัง ไปเที่ยววัดมารึยัง"
เพื่อน "ค่ะ แต่ไม่ค่อยได้ไหว้เท่าไหร่ พอดีมีแอคซิเดนท์นิดหน่อย"
คุณป้า "กระเป๋าเงินหายใช่รึเปล่า" แล้วแกก็หยิบอีกระเป๋าของฉันขึ้นมาโชว์
ฉัน "โฮกกกกก ใบนี้แหละค่ะ ขอบคุณมากๆๆๆๆๆๆ ค่ะ ป้าเจอได้ไง"
คุณป้า "กลุ่มนักท่องเที่ยวเมื่อกี้เขาเจอ" แล้วแกก็ส่งกระเป๋าให้ฉัน
ฉันกับเพื่อน "โอว ดีใจจังเลย งั้นหนูยังไม่กลับนะคะป้า ขอกลับไปไหว้พระที่วัดอีกรอบเดี๋ยวกลับมาใหม่ค่ะ"
ฉันและเพื่อนปั่นจักรยานกลับวัดอีกรอบด้วยความดีใจ แวะซื้อดอกไม้บูชาพระ
ขากลับ พวกเรามีน้ำใจให้คุณป้าขับเรือไปนิดหน่อย แม้คุณป้าแกจะไม่อยากรับ แต่เราก็ขี่จักรยานหนีไปได้อย่างลอยนวล....ก่อนที่จะกลับที่พักและเก็บของเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ
บ๊ายบาย อัมพวา..


































