2007/Jul/09

7/7/7 วันดีๆ ที่ตลาดน้ำอัมพวา

หลังจากได้ยินได้ฟังเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าได้เที่ยวตลาดน้ำอัมพวา เฉกเช่นการหนีร้อนจากเมืองหลวงไปพักผ่อนให้เย็นกายสบายใจกับชุมชนวิถีชีวิตแบบชาวบ้านริมคลองนั้น ช่างช่วยจุดไฟในตัวให้กระชุ่มกระชวยกระปรี้กระเปร่าได้เสียเหลือเกิน...(เวอร์จังเลย.. จริงๆ แล้วได้ยินได้ฟังอ่านจากเว็บนั่นแหละ ก็อยากไปเหลือเกิน แต่อาทิตย์ก่อนนู้นตัวเองป่วย อาทิตย์ที่แล้วคู่หูเปื่อย อาทิตย์นี้เลยได้ฤกษ์)

แล้วก็เป็นฤกษ์ดีที่ไม่ได้ตั้งใจเลย ว่าจะได้ออกเดินทาง วันที่ 7 เดือน 7 ปี 07 7/7/7 เท่จริงๆ

วันเสาร์ที่ 7 ก.ค. ข้าพเจ้าเข้าโรงงานก่อนด้วยความขยันและไม่ละทิ้งการงาน (ถ้าหัวหน้าเข้ามาอ่านก็โปรดรู้ไว้ด้วย แต่มันเปิดเน็ตเป็นรึเปล่าเนี่ย อิอิ) ได้เวลาครึ่งวัน ออกจากโรงงานราว 12.00 น. แวะกินข้าวเก็บกระเป๋า และออกเดินทางกันจริงๆ จังๆ คงนับเป็น 13.30 น.

ระหว่างทางก็เปิดวิทยุฟังไป ได้ข่าวว่าชาวยุโรปเขาให้ความสำคัญกับวันนี้มากมายเหลือเกิน ก็เรียกได้ว่าเป็นวันมหาฤกษ์กันทีเดียว

สำหรับเราก็คงเป็นวันที่ดีๆ เนื่องจาก"ฟลุค" จองห้องพักได้ ซึ่งจองยากเย็นเหลือเกิน อาทิตย์ที่แล้วเสี่ยงจองก็ได้รับแจ้งว่าเต็ม อาทิตย์นี้จองก่อนเพียง 1 สัปดาห์ เจ้าของโฮมสเตย์บอกว่าให้โทรมาอีกครั้งพรุ่งนี้ สุดท้ายโชคก็เป็นของเรา

และแล้วก็ได้พักที่ "เรือนสบาย" โฮมสเตย์น่ารักๆ ริมตลาดน้ำอัมพวา

ระหว่างทางขับมา ก็หวั่นๆ ว่าฝนจะตก เพราะฟ้าฝนก็มืดมัวแถมยังตกใส่เม็ดใหญ่ เกือบถอดใจระหว่างทาง แต่เมื่อมาถึงตลาดน้ำอัมพวาราวๆ 16.00 น. ความกังวลก็หมดไป เมื่อพื้นถนนที่เปียกนิดๆ ทำให้รู้ว่า "มันตกไปหมดแล้ว" และอากาศก็เย็นสบายไม่ร้อนอบอ้าว..

เข้าห้องพักด้วยดีใจ ถามพี่จักรเจ้าของบ้านก็บอกว่า เต็มไปจนถึงเดือนกันยา ที่เราจองได้น่ะโชคจริงๆ ดูหน้าตาบ้านสิ น่ารักจริงๆ เชียว ใครนั่งเรือผ่านมาก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "น่ารักจังเลย" ((บ้านนะ))

หลังจากเข้าบ้านเก็บกระเป๋า เตรียมกล้องแล้วก็ออกตะลุยตลาดน้ำ..

คนเยอะมากๆๆๆๆ บ้างก็มาเดินเที่ยวชื่นชมวิถีชาวบ้าน บ้างก็มาสรรหาของกินราคาถูกๆ (อร่อยบ้างไม่ได้เรื่องบ้าง) แต่นี่คนยังน้อย เพราะฝนลงเม็ดเล็กๆ ให้เย็นชื่นใจ เคยดูจากเว็บต่างๆ คนเยอะกว่านี้อีก

นั่งกันตรงบันไดท่าเรือ สั่งของกิน วางกินกับพื่น คนกินเสร็จก็ยกเท้าข้ามของกินไป ถ้าเป็นที่อื่นคงมีโวยวาย แต่เป็นที่นี่ ตลาดน้ำอัมพวา ทุกๆ อย่างก็เลยเป็นชาวบ้านและติดดินจริงๆ

ไม่ลืมส่งโปสการ์ดให้ตัวเอง ที่นี่หัวศิลป์ไม่น้อย ภาพสวยๆ นำมาทำเป็นไปรษณียบัตรพร้อมส่งให้คนรู้ใจ..

เขียนโปสการ์ดแทนไดอารี่ ก่อนจะซื้อตั๋วชมหิ่งห้อย คนละ 60 บาท (ตอนแรกก็ว่าแพง แต่หลังจากจบทริปชมหิ่งห้อยถึงได้รู้ว่าไม่แพงเลย) นี่ออกเดินทางล่ะ เริ่มขึ้นเรือตั้งแต่ 18.30 น. ล่องชมกลางแม่น้ำแม่กลองไปเรื่อยๆ ชมวิถีชีวิตชาวบ้าน และ หิ่งห้อยตัวน้อย (พยายามถ่ายแต่ไม่ติด แสงหิ่งห้อยน้อยหรือจะสู้แสงแฟลช)

ชมหิ่งห้อยเสร็จราวๆ 20.30 น. ถือว่าสุดคุ้ม จึงเดินเล่นอีกนิดหน่อยและรีบกลับที่พัก เพื่อเตรียมตัวตื่นแต่เช้ามาใส่บาตร ตอน 6 โมงเช้า...

ใส่บาตรเสร็จ กินอาหารเช้า จิบน้ำเต้าหู้ และซัดข้าวตัม ก็ออกไปขี่จักรยานดูนั่นดูนี่อีกเล็กน้อย (เล็กน้อยจริงๆ แค่ขี่ออกไป 3 กม. ไปดูอุทยาน ร.2, และก็ขี่วนออกถนนใหญ่ลัดสวนและไปขึ้นเรือข้ามฟาก เพื่อขี่ไปอีกเกือบ 10 กม. ไปวัดบางกุ้ง...พี่จักรนะพี่จักร เล่นเอาปวดก้นไปเลย)

ขึ้นเรือข้ามฟาก แวะคุยกับคุณป้าใจดีที่ช่วยชีวิตเราไว้ก่อนเดินทางกลับ

คุณป้าใจดี จอดเรือให้ข้ามฟาก คนละ 3 บาทเอง ตอนแรกยังคุยกับเพื่อนเลย

ฉัน "ทำไมถูกจังวะ แค่ 3 บาท"

เพื่อน "นั่นสิ อุ๊ย ดูป้ายสิ มีเขียนบอกไว้ด้วยว่า ผู้โดยสารโปรดทราบ จ่ายสดงดเชื่อเบื่อทวง"

ฉัน "โห แค่นี้ยังจะเชื่อกันอีกเหรอ ใครไม่มีปัญญาจ่ายก็บ้าแล้ว"

เพื่อน "นั่นสิ" ว่าแล้วชีก็เดินไปนั่งข้างๆ ป้าอย่างเป็นมิตรและคุยนั่นคุยนี่ตามสไตล์คนพูดมาก (อย่างฉันไม่ทำแน่)

เพื่อน "คุณป้าคะ ถ้าหนูข้ามฟากไปแล้ว แล้วเวลาหนูจะกลับ หนูจะบอกเค้าว่ามาท่าอะไรคะ"

คุณป้า "จะไปบอกใครล่ะ"

เพื่อน "ก็บอกคนขับเรือว่าจะมาท่านี้ยังไงน่ะค่ะ"

คุณป้า "แล้วเธอจะไปบอกใคร ก็ป้านี่แหละขับ"

เพื่อน "....."

สรุปว่า เรือข้ามฟากมีลำเดียวไง คุณป้าแกขับไปขับกลับทั้งวัน ไม่ต้องถามหรอกว่าจะไปท่าไหน เพราะมีอยู่ 2 ท่า แป่วๆๆๆๆๆ

ฉัน "เออ ตลกดีว่ะ" (นั่งฟังเพื่อนคุยกับคุณป้า ระหว่างข้ามฟาก ซึ่งรอบนี้มีแค่เราเท่านั้น หารู้ไม่ว่านรกกำลังมาเยือน)

ลงจากเรือเสร็จ ก็ขี่จักรยานปั่นไปเรื่อยๆ ราวๆ 10 กม. ก็ถึงวัดบางกุ้ง (เล่นเอาเหนื่อยเลย)

ดั้นด้นมาจนถึงที่เพื่อมาดู 1 ใน unseenthailand "โบสถ์ในต้นไม้"

กำลังตัดสินใจจะควักเงินเพื่อบูชาดอกไม้ธูปเทียนเพื่อสักการะหลวงพ่อ จับกระเป๋าตัวเอง

"อ้าว กระเป๋าเงินล่ะ!!!!" มือที่หยิบดอกไม้รีบวางลงด้วยสีหน้าซีดเผือด

"ขอโทษค่ะ ไม่บูชาแล้ว ลืมกระเป๋า) บอกว่าคุณป้าคนขายดอกไม้ไปเช่นนั้น ในใจยังคงกังวลว่า ไปลืมไว้ที่ไหนวะ

ด้วยความไม่สบายใจ เลยเข้าไปกราบหลวงพ่อ เพื่อขอพร ให้เจอกระเป๋า ก็ไหว้เฉยๆ และเสี่ยงทาย "คว่ำอันหงายอัน" ถ้าสิ่งที่ขอเป็นจริง ให้คว่ำอันหงายอัน และแล้วก็คิดว่าน่าจะเป็นจริง เมื่อเสียงทายแล้วผลออกมา 2 ใน 3 ครั้ง -------

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้ความหวังและความสบายใจให้กับมนุษย์ผู้ทุกข์ยากได้เสมอ และรวมถึงฉันในคราวนี้ด้วย

ขี่จักรยานกลับด้วยสีหน้าครุ่นคิดตลอดทาง ไปลืมไว้ที่ไหนวะ อยู่ในห้องรึเปล่า ตะกี้ยังควักเงินค่าเรือเลย...

เพื่อน "เออ แล้วมีเงินจ่ายค่าเรือรึเปล่า"

ฉัน "เออว่ะ.. ห้ามเชื่อด้วยนะเว้ย" ล้วงกระเป๋าทั้งซ้ายทั้งขวามีแค่ 2 บาทเอง

เพื่อน "เออ เค้ามีติดกระเป๋าอีก 14 บาท"

ฉัน "เออ ยังดีๆ"

---------นี่ไง เหตุผลที่คนเค้าเชื่อ เค้าถึงแปะโป้ง ไม่ใช่เพราะไม่มี แต่บางทีมันก็ลืมกันได้------

มาจนถึงท่าเรือ ขึ้นเรือข้ามฟากด้วยสีหน้าจ๋อยๆ

คุณป้า "อ้าว ทำไมไวจัง ไปเที่ยววัดมารึยัง"

เพื่อน "ค่ะ แต่ไม่ค่อยได้ไหว้เท่าไหร่ พอดีมีแอคซิเดนท์นิดหน่อย"

คุณป้า "กระเป๋าเงินหายใช่รึเปล่า" แล้วแกก็หยิบอีกระเป๋าของฉันขึ้นมาโชว์

ฉัน "โฮกกกกก ใบนี้แหละค่ะ ขอบคุณมากๆๆๆๆๆๆ ค่ะ ป้าเจอได้ไง"

คุณป้า "กลุ่มนักท่องเที่ยวเมื่อกี้เขาเจอ" แล้วแกก็ส่งกระเป๋าให้ฉัน

ฉันกับเพื่อน "โอว ดีใจจังเลย งั้นหนูยังไม่กลับนะคะป้า ขอกลับไปไหว้พระที่วัดอีกรอบเดี๋ยวกลับมาใหม่ค่ะ"

ฉันและเพื่อนปั่นจักรยานกลับวัดอีกรอบด้วยความดีใจ แวะซื้อดอกไม้บูชาพระ

ขากลับ พวกเรามีน้ำใจให้คุณป้าขับเรือไปนิดหน่อย แม้คุณป้าแกจะไม่อยากรับ แต่เราก็ขี่จักรยานหนีไปได้อย่างลอยนวล....ก่อนที่จะกลับที่พักและเก็บของเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ

บ๊ายบาย อัมพวา..

2007/Jun/24

วันที่ 9 - 10 (13 - 14 เมษายน 2550)

กว่าจะได้ฤกษ์อัพ มันก็นานพอควร เกือบๆ 2 เดือนเชียว จริงๆ มีทริปอื่นๆ อยากจะเล่าอีกเยอะแยะ แต่อีก 2 วันก็จะหมดทริปออสเตรเลียแล้ว

2 วันสุดท้ายงดเดินทางทุกอย่าง ด้วยเงินที่ร่อยหรอใกล้หมด จึงได้แต่ชอปปิ้งพวกของฝาก และไปปิดท้ายฉลองกันที่ "ไหมไทย" เพื่อนๆ ของข้าพเจ้าสนุกสนานเมาบ้าบอคอแตกเต็มที่ แต่ตัวเรานั้นออกจะกังวลสักหน่อย เพราะกลัวว่า วันพรุ่งนี้จะไม่ตื่นไปขึ้นเครื่องกลับบ้าน!!

อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณเพื่อนๆ ที่ Melbourne มากๆ ขอบคุณที่พาเที่ยว ให้พักพิง และเป็นไกด์ที่ดีเหลือเกิ๊น หากมีโอกาสมากลับประเทศไทยจะพาไปเลี้ยงนะ พวกหล่อน..

ผับที่นี่ไม่ลุกไม่เลิกไม่ไล่ พวกข้าพเจ้าออกจากที่นั่นราว ตี 4 และกลับบ้าน ส่วนอีกคนบอกว่าอยากใช้ชีวิตที่นี่ให้คุ้มจึงออกไปเล่น slot machine ต่อที่ Crown complex

ราวๆ 6 โมงเช้าก็เพิ่งเห็นมันเข้าห้องและนอน.... สรุปว่าคนที่จะต้องขึ้นไฟล์ทกลับเมืองไทยราว 14.00 น. เพิ่งได้หลับกันราวๆ 7 โมงเช้าเอง....

ถ้าไม่ได้เพื่อนๆ มาปลุกเอาตอน 13.30 น. คงหลับไม่ตื่น

ระหว่างรอเครื่องออก ก็นั่งกินแฮมเบอร์เกอร์และมองออกไปยังทิวทัศน์ด้านนอก ท้องฟ้ายังสวยเหมือนวันแรกที่มา..

แม้จะครึ้มฟ้าครึ้มฝน แต่ฝนก็ไม่ตก เพื่อนเล่าให้ฟังว่าที่ออสเตรเลียกำลังอยู่ในภาวะขาดน้ำ ถึงกับออกกฎว่าห้ามล้างรถ (มิน่า รถเพื่อนเขรอะกันเป็นแถว) กฎของเขาเข้มงวดถึงกับ หากเจ้าหน้าที่เจอบ้านไหนรดน้ำต้นไม้หรือล้างรถ จะปรับกันหลายเงินเลยทีเดียว (ไม่เหมือนพี่ไทยเลย เล่นสงกรานต์สาดน้ำกันให้มันส์)

และแล้วก็ลาก่อน Melbourne หากมีโอกาสจะมาเที่ยวอีก หรือจะมาเรียนดีหนอ..

ขอบคุณเพื่อนๆ อีกครั้ง ที่ชักชวนและมอบโอกาสที่เดินทางต่างประเทศด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง Thank a lot!

2007/May/17

วันที่ 8 ( 12 เมษายน 2550 )

หลังจากเที่ยวประทับใจกับทัวร์ทิ้งขว้าง.?????? (ก็มีความรู้สึกเหมือนเราอาศัยรถเค้าไปเฉยๆ จริงๆ นี่นา) และนอนหลับด้วยความเหน็ดเหนื่อยไปเมื่อคืน... สำหรับโปรแกรมทัวร์วันนี้คือ Wildlife & Ballarat (สวนสัตว์ และชมเมืองขุดทอง) ราคา 120$ ระยะเวลาเดินทาง 8.30 - 17.30 น.

ออกจากบ้านเวลาเดิม แต่ความตื่นเต้นที่ออกเที่ยวตามลำพังหมดไป วันนี้รู้สึกว่าตัวเอง "เก่ง" ขึ้นมาอีก 1 กอง คงเพราะการเดินทางเที่ยวลำพังเมื่อวานมั้ง ทำให้ "ลำพอง" ใจ หึหึ เด็กจริงๆ เล้ย..

เข้า check-in ที่บ.Day Tours เวลาเช้าอีกเหมือนเมื่อวาน ยังแอบแซวกันเองกับเพื่อนเลยว่า "วันนี้มันจะใช้กุเปิดประตูอีกป่าววะ" เพื่อนบอก "เฮ้ย คงไม่น่าเกลียดงั้นหรอก"

แจ้งชื่อกับป้าหน้าย่นเช่นเคย ว้นนี้ดูป้าแกยุ่งๆ เพราะทัวร์วันนี้ค่อนข้างออกกันหลายกรุ๊ป... และประโยคที่ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ยินอีกครั้งก็คือ

"Somebody open the door for me please?"

ประโยคเดียวกัน เสียงเดียวกัน โทนเดียวกัน คล้ายเปิดเทป เฮ่.. ตลกอ่ะ เรากะเพื่อนมองหน้ากัน เชอะ กุไม่เปิดให้เมิงหรอก

และประโยคเดิมก็เอ่ยซ้ำออกมา อีกครั้ง "Would you please open the door for me?" คราวนี้เจาะจงว่ะ... เรามองหน้ากัน สรุปว่ายังไงก็ต้องเปิดให้ป้าย่นนั่นชิมิ????

จากนั้น เรามองนาฬิกาแล้วถามป้าว่ารถที่จะไปทัวร์ Wildlife & Ballarat น่ะ คันไหน

"Waiting here, the bus will come around 3 minutes" นั่นคือคำตอบจากป้า..

เราออกไปนั่งตากอากาศเย็นๆ กันหน้าบริษัททัวร์ เวลาผ่านไป รถบัสหลายๆ คันวิ่งมาจอดเทียบท่า แต่หาใช่คันที่เราจะได้ขึ้นไม่ เลยกลับไปถามป้าอีกครั้ง...

ให้เดาว่าป้าแกตอบว่าไง...ก็เหมือนเปิดเทปกรอซ้ำน่ะแหละ the bus will come around 3 minutes อืม ฝรั่งนี่ รักษาคำพูดจริงๆ แฮะ คำไหนคำน้านนนนน!!!!!!

รถบัสมาแล้ว น่าแปลกที่รถบัสวันนี้คันเล็กกว่าเมื่อวานเยอะ และจำนวนคนที่ไปเที่ยวในกรุ๊ปนี้ ก็มีแต่พวกหัวทองๆ (เมื่อวานที่ไป Great Ocean Road มีแต่พวกหัวดำ) และก็มีเด็กๆ เยอะแยะไปหมด คิดว่าบรรดาผู้ปกครองคงอยากจะพาลูกๆ ไปดูสวนสัตว์ + ขุดทองล่ะมั้ง

รถมินิบัสเต็มเอี้ยด... ออกจากหน้า Day Tours ตรงเวลาเช่นเคย รถแล่นออกจากทางหลวงมุ่งสู่ชนบทที่วิว 2 ข้างทางจะมีแต่ไร่นา และฟาร์มแกะ...

ข้าพเจ้ากะเพื่อนไร้เรี่ยวแรงที่จะมองดูวิวเหล่านั้น แม้ไกด์ (และคนขับรถ) จะพยายามอธิบายให้พวกเราซึมซับความงดงามของ 2 ข้างทาง..(ก็แหงสิ ฟังออกบ้างไม่ออกบ้างนี่หว่า)

และแล้วก็มาถึงสถานที่แห่งแรก Wild Life Park จุดประสงค์หลักก็คือมาดู "สัตว์ประจำชาติ" ก็คือ หมีโคล่า และ จิงโจ้

มาเพื่อ "เห็นหมี" ?????? กรี๊ดดดดดดด!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! (รู้สึกพักหลังๆ จะติดนิสัยแร่ดๆ จากเพื่อนมาเยอะแฮะ)

เข้าสวนสัตว์ด้วยอาการงง-งวย เจ้าหน้าที่ปล่อยไปดูตามยถากรรมมาก สวนสัตว์ไม่ใหญ่เท่าไหร่ จิงโจ้นอนกันพรึ่บเพราะอากาศค่อนข้างร้อน..หวั่นๆ จะโดนจิงโจ้ถีบเหมือนกัน แต่หลังจากเห็นเด็กๆ ให้อาหารจิงโจ้กันอย่างสนุกสนาน ก็เลิกกลัว... จิงโจ้ที่นี่สิสัยขี้งกและจับปลาสองมือ...

เดินเล่นกับจิงโจ้ได้นิดหน่อย เจ้าหน้าที่ก็อุ้มหมีโคอาล่ามาให้ดู และเล่น จะว่าไปก็เหมือนตุ๊กตา.. (ไม่ค่อยตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่ ยกเว้นพวกเด็กๆ ที่ฮือฮากันเหลือเกิน สงสัยทริปนี้ไม่เหมาะกับผู้ใหญ่จริงๆ)

จากนั้นก็พาเดินเข้าไปดูในส่วนของสัตว์เลื้อยคลายที่มีน้อยมาก หากเทียบกับสวนสัตว์บ้านเรา (ไม่รู้พี่ท่านไปนำเข้ามาจากไหนนักเนาะ) แล้วนี่ก็คือตัว วอมแบต...สัตว์กินเนื้อขนาดเล็ก..เห็นเจ้าหน้าที่โยนหนูขาวให้มันกิน (แปลกใจมาก ทำไมให้แต่หนูขาว.. หนูนาหรือหนูดำๆ มันกินไม่ได้หรือไงนะ)

นั่งดูนอนดูด้วยความเบื่อหน่าย ก็ได้ฤกษ์ออกจากสวนสัตว์ราวๆ 11 โมง เพื่อไปขุดทองต่อที่ Ballarat

สถานที่ด้านในก็เหมือนเมืองโบราณประเทศเรา มีสาวๆ ชายแก่ๆ แต่งตัวยุคโบราณมาขายของและมีกิจกรรมให้ทำกัน (น่า) สนุก แต่เราไม่รู้สึกสนุกเลยแฮะ

จากนั้นก็แวะไปดูการสาธิตขุดทอง.. ก็มีการเผาทองให้ดูเป็นขวัญตา และก็มีกิจกรรมยอดฮิตที่เมืองไทยก็เคยมี..นั่นก็คือการร่อนทอง..ที่ใครต่อใครก็ร่อนกันได้เพียงเศษทอง.. เราได้แต่ยืนมอง...

รูปร่างหน้าตาของทองที่ขุดได้จะประมาณนี้ แต่ที่เห็นในรูปเป็นของโชว์ คาดว่าทองที่ร่อนได้จริงจะเป็นเศษเล็กเศษน้อยกว่านี้อีก

ไปถามพี่ไกด์ว่าขอขึ้นไปนอนรอบนรถก่อนได้มั้ย ไกด์ก็เลยเปิดประตูให้ขึ้นไปนอนรอเวลากลับ รอสัก 20 นาที ราวๆ 15.30 น. ก็ได้เวลากลับซะที เย้!!!

ทริปนี้ล้มเหลว ทำไมไม่สนุกเลยก็ไม่รู้ ทั้งที่เพื่อนๆ ก็แนะนำว่าเราน่าจะไป Ballarat กันเพราะมีกิจกรรมทำเยอะ แต่ผิดคาด..

ว่าแล้วก็กลับไปนอนพักผ่อน คาดว่าเหนื่อยล้าจากทริป The Great Ocean Road ด้วยล่ะมั้ง..

เริ่มคิดถึงบ้านแล้วสิ...